http://meesara.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  คำอธิษฐานจิตและขอพร  บทความ  เรื่องของมะเร็ง บทสวดมนต์อิติปิโส
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 20/12/2008
ปรับปรุง 14/07/2014
สถิติผู้เข้าชม255,279
Page Views311,924
ธรรมะ
สุขภาพ
กฎแห่งกรรม
เกร็ด . . การงาน
ข้อคิดดีดี
ทั่วไป
วิชาการ
« July 2014»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  
iGetWeb.com
เว็บสำเร็จรูป ทำเว็บ สร้างเว็บ




 สุขภาพ > CTS โรคพังผืดกดทับเส้นประสาท

CTS โรคพังผืดกดทับเส้นประสาท

CTS  โรคพังผืดกดทับเส้นประสาท


CTS   โรคพังผืดกดทับเส้นประสาท   ใคร ๆ ก็เป็นได้  

            CTS  ย่อมาจาก   Carpal  Tunnel  Syndrome   หรือชื่อในภาษาไทยเรียกว่า

โรคพังผืดกดทับเส้นประสาท    โรคนี้   หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูนัก   แต่เชื่อว่า

ต่อจากนี้ไป    จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น    เกิดได้กับคนทุกเพศ   ทุกวัย    โดยเฉพาะ

ผู้ที่ต้องทำงานอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ  ควรจะทำความ

รู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นเพื่อเป็นการป้องกันการเกิด     หรือการตรวจพบแต่เนิ่น ๆ 

จะทำให้การรักษาได้ผลดีที่สุด    ไม่เสี่ยงต่อความพิการหรือกล้ามเนื้อถูกทำลาย

อย่างถาวร   

 CTS

                                   CTS2

 

 

            โรค  CTS   เป็นโรคที่พบได้บ่อย   เกิดจากเส้นประสาทมีเดียน   (Median  Nerve)  

ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณแขนและมือ  และรับความรู้สึกบริเวณฝ่ามือ                

นิ้วโป้ง   นิ้วชี้  นิ้วกลาง   จนถึงครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง      เส้นประสาทนี้จะเดินทางตั้งแต่

บริเวณต้นคอจนถึงปลายนิ้วมือ    ซึ่งบริเวณข้อมือนั้นจะต้องลอดช่องอุโมงค์ที่เรียกว่า

Carpal  Tunnel    เมื่ออุโมงค์นี้แคบลงจากสาเหตุต่าง ๆ    หรือพังผืดที่บริเวณอุโมงค์

ข้อมือหนาตัวขึ้นจนไปกดทับเส้นประสาท     หรือข้อมือได้รับแรงกดทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า   

จึงทำให้เป็นที่มาของโรคนี้

 

สาเหตุของโรคเกิดจาก

          1.  การใช้งานข้อมือในท่าเดิม ๆ   อย่างเช่นคนที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์นั้นต้องใช้เมาส์

โดยใช้ข้อมือเป็นจุดหมุน   การกดแป้นคีย์บอร์ด     การเย็บผ้า    การถักนิตติ้ง   ฯลฯ

          2.  การใช้ข้อมือที่มีการงอมือเป็นเวลานาน    เช่น    การกวาดบ้านนาน ๆ    การรีดผ้า

การหิ้วถุงที่มีการงอข้อมือ   ฯลฯ

          3.  การทำงานที่มีการใช้ข้อมือกระดกขึ้นและการสั่นกระแทก    เช่น    ช่างฝีมือประเภท

ต่าง ๆ     พนักงานโรงงาน     งานที่เกี่ยวกับการก่อสร้างหรืองานคอนกรีต

          4.  คนที่มีโรคประจำตัวที่มีผลต่อปลายประสาท    เช่น   เบาหวาน    รูมาตอย   ไทรอยด์

โรคข้ออักเสบในหญิงตั้งครรภ์ระยะใกล้คลอด     ภาวะบวมน้ำจากโรคไตและตับ   

          5.  การที่พังผืดหนาตัวมากขึ้น    ไม่ว่าจะมาจากสภาพร่างกายที่มีอายุมากขึ้น    เพศหญิง

มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย     โดยเฉพาะในหญิงวัยกลางคน

          6.  ลักษณะของโครงสร้างของข้อมือที่ผิดปกติ     หรือแม้แต่กรรมพันธ์ก็เป็นสาเหตุได้

          7.  เกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บหรือกระดูกหักบริเวณข้อมือ   เช่น   การหกล้ม   

รถชน   ฯลฯ

          8.  สาเหตุทางทุติยภูมิอื่น ๆ   เช่น    มีเยื่อหุ้มรอบเส้นเอ็นหนาตัวขึ้น    ซึ่งจะทำให้มี

ความดันสูงขึ้น    โดยพังผืดไม่จำเป็นต้องหนาขึ้นก็ได้

 

อาการที่สังเกตุได้

ผู้ป่วยจะมีอาการปวด  ชา    ร้อน    ตั้งแต่บริเวณข้อมือจนถึงปลายนิ้ว    ซึ่งมักมีอาการบริเวณ

นิ้วโป้ง  นิ้วชี้  และนิ้วกลาง    หรือในบางรายอาจมีอาการได้ทั้งฝ่ามือ  

และอาจจะปวดไปจนถึงไหล่    หรือรู้สึกเสียวคล้ายถูกไฟช๊อต      กลุ่มอาการต่าง ๆ

เหล่านี้    อาจจะเกิดขึ้นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง    หรือเกิดหลายอย่างร่วมกัน      จะรู้สึก

ได้เมื่อทำกิจวัตรประจำวัน     เช่น     การขับรถ   การทำงานบ้าน     การนั่งดูทีวีหรือ

การอ่านหนังสือ    ฯลฯ     อาการปวดจะมีมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานในลักษณะการเกร็ง

อยู่นาน ๆ    ได้แก่    การจับมีด    กรรไกร    งานช่างที่ใช้ค้อนหรือใช้เครื่องมือที่มีแรง

สั่นสะเทือนตั้งแต่เครื่องเป่าผม     จนถึงเครื่องเจาะกระแทกคอนกรีต    และมักจะ

เกิดขึ้นบ่อยในตอนกลางคืน    ถ้าเส้นประสาทยิ่งถูกกดทับมากขึ้นเท่าไหร่    ก็จะทำ

ให้เกิดอาการอ่อนแรงของมือ   หยิบจับสิ่งของลำบาก   หรือถือของหล่นบ่อย ๆ   และ

จะรุนแรงถึงขึ้นปวดร้าวไปทั้งแขน    ตลอดจนทำให้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือลีบเล็ก

ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของมือลดลงตามไปด้วย


การป้องกัน

          1.  หลีกเลี่ยงการใช้งานที่เป็นอันตรายต่อข้อมือ    หรือลดการใช้งานข้อมือท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ

          2.  หากต้องทำงานที่มีการกระแทกโดยตรงบริเวณข้อมือ     ควรใช้อุปกรณ์ช่วยลด

การกระแทกนั้น

          3.  คนที่มีโรคประจำตัวที่มีผลต่อปลายประสาท    ควรติดตามอาการและควบคุม

อย่างใกล้ชิด   

          4.  การออกกำลังกายข้อมืออย่างสม่ำเสมอ     เพื่อให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อต่าง ๆ มีความแข็งแรง

          5.  การกินอาหารให้ครบห้าหมู่    หรือกินวิตามิน   เสริม     และต้องไม่เครียด

จะช่วยป้องกันการหนาของพังผืดได้    

          6.  หากเริ่มมีอาการมือชา    และไม่ดีขึ้น    ควรรีบไปพบแพทย์

 

วิธีการรักษา

1.  การรักษาแบบเบื้องต้นแบ่งได้เป็น  3  ระดับ    ได้แก่

            (1)  หากเกิดอาการชาเพียงอย่างเดียว     แพทย์มักจะแนะนำให้ปรับท่าทาง

                  การใช้มือ    ลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดการออกแรงของมือหรือหลีกเลี่ยงการ

                  ใช้งานมือนั้นสักพักหนึ่งเพื่อให้มืออยู่ในท่าปกติ     เป็นการช่วยลดอาการ

                  บวมของอุโมงค์บริเวณข้อมือ    และลดความกดดันที่เกิดกับบริเวณเส้น

                  ประสาทลง     รวมทั้งให้รับประทานยาแก้อักเสบ

            (2)  มีอาการชามากขึ้นและมีการปวดร่วมด้วย    แพทย์จะแนะนำให้รับประทาน

                  ยาควบคู่ไปกับการใส่เฝือกพยุงข้อมือ    เพื่อให้ข้อมืออยู่นิ่ง ๆ  ตรง ๆ 

                  จะมีความดันในโพรงข้อมือต่ำสุด    ซึ่งจะทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงประสาท

                  ดีขึ้น    หากพังผืดยังไม่หนามาก    จะได้ผลค่อนข้างดี

            (3)  ถ้าชาและมีอาการปวดมาก    แพทย์จะฉีดยาแก้อักเสบ    (เป็นยาชาผสมกับ

                  ยาสเตียรอยด์)     ที่โพรงข้อมือร่วมกับการรับประทานยา    แต่ถ้าหากว่า

                  ไม่ได้ผลก็ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดต่อไป

 2.  การรักษาโดยการผ่าตัด

            (1)  การผ่าตัดแบบเปิด    แพทย์จะทำการผ่าตั้งแต่ข้อมือถึงฝ่ามือ    ซึ่งแผล

                  จะยาวประมาณ  5 6  ซม.    เพื่อเอาตัวพังผืดออกมา    ทำให้เส้นประสาท

                  ไม่ถูกกดทับ    หลังจากการผ่าตัดผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดแผล    มือบวม   

                  ต้องใช้เวลาประมาณ  2 3  อาทิตย์   แผลจึงจะหายพอที่จะทำงานเบา ๆ  ได้   

                  และจะกลับมาเป็นปกติประมาณ  3  เดือน                                                 

 

            (2)  การผ่าตัดแบบเปิดแผลจำกัด    วิธีนี้จะเปิดแผลประมาณ  1.5  ซม.   ที่ฝ่ามือ

                  และสามารถตัดพังผืดออกได้เช่นเดียวกับวิธีแรก    แต่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ

                  ในการตัด    วิธีนี้จะมีแผลที่เล็กกว่า    ผู้ป่วยกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น

            (3)  การผ่าตัดผ่านกล้อง    เป็นการผ่าตัดภายใต้กล้องส่องซึ่งจะแสดงภาพ

                  อวัยวะภายในบริเวณข้อมือทางจอภาพ    นับเป็นความก้าวหน้าใหม่ในการ

                  รักษา    แพทย์จะดูทางจอภาพและตัดพังผืดโดยใช้ใบมีดที่อยู่ปลายเครื่องมือ

                  ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องผ่าตัดผ่านผิวหนังและกล้ามเนื้อของข้อมือเลย     ผู้ป่วยจึง  

                  สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้หลังจากผ่าตัดประมาณ  3  วัน    และสามารถ

                  ไปทำงานได้ภายใน  7  วัน     เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กมากและหายเร็วกว่า

                   การผ่าตัดแบบเปิด    เมื่อแผลหายสนิทดีแล้วรอยแผลจะหายไปในรอยพับ

                   ของข้อมือ  

                                                                       


ที่มา  :  เรียบเรียงจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

: :  หากท่านกำลังมีความทุกข์หรือประสบปัญหาต่าง ๆ  หรือสับสนกับชีวิต   เชิญที่   http://meesara.igetweb.com/?sync=true

 
By มีสาระ.  
Copyright 2005-2014 All rights reserved.
view